“เงินเดือนก็ขึ้น โบนัสก็ออก”

ต้นปีแบบนี้หลายๆ คนก็คงสมหวังกับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หรือโบนัสหลายเดือน หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานในปีที่ผ่านมาแบบเต็มที่ ต่อจากนี้ก็คงต้องเริ่มวางแผนการเงินกันได้แล้ว ให้เงินเดือนที่ขึ้นและโบนัสที่ออกงอกเงยมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลดีให้ตัวคุณทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอีกด้วย แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ก็ลองทำตาม 7 ขั้นตอนง่ายๆ นี้กันดูนะคะ

2018-TNC-Adver-7-step-icon-01
1.การวางแผนการเงิน

ขั้นตอนแรกของการวางแผนการใช้เงิน คือ การสำรวจอุปนิสัย เงื่อนไข วิธีการใช้เงิน และข้อจำกัดของตัวคุณเองค่ะ เช่น คุณมีภาระรายจ่ายใดบ้างที่คุณต้องเสียทุก ๆ เดือน คุณมักจะใช้เงินไปกับเรื่องหรือสิ่งใดบ้าง จากนั้นให้กำหนดเป้าหมายทางการเงินของคุณ สิ่งสำคัญก็คือการกำหนดเป้าหมายจะต้องไม่ง่ายหรือเพ้อฝันจนเกินไป เพื่อไม่ให้คุณหย่อนยานในการบริหารเงินหรือสิ้นหวังจนเกินไปค่ะ

ซึ่งเมื่อคุณได้เป้าหมายแล้ว ให้คุณเริ่มวางแผนจัดสรรการหาและใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมายที่คุณตั้งใจ เช่น การกันเงินที่ต้องการออมเอาไว้ก่อน  หรือนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในเรื่องต่าง ๆ โดยคาดคะเนให้ตัวเลขเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้  ถ้าปฏิบัติตามแผนแล้วตัวเองยังห่างไกลจากเป้าหมายที่เราวางไว้ ก็ให้ลองปรับรายรับหรือรายจ่ายให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

 

2018-TNC-Adver-7-step-icon-02

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

รวบรวมตัวเลขรายรับและรายจ่ายที่คุณได้รับและจ่ายในเดือนนั้น ๆ แล้วทำการจดบันทึกเพื่อให้เห็นการเข้าออกของเงินทั้งหมดที่อยู่ในมือของคุณ  ทำเป็นตารางให้เข้าใจง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อย  แล้วเมื่อเวลาผ่านไป  ให้คุณนำยอดรวมในบัญชีมาดูว่าคุณมีเงินคงเหลือน้อยกว่า 15% หรือไม่ ตัวเลขในแต่ละเดือนติดลบหรือเปล่า  ถ้ามีตัวเลขติดลบหรือเงินเก็บน้อยเกินไป ก็คงต้องกลับไปดูที่บัญชีของคุณอีกครั้งแล้วค่ะว่า มีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันไหนที่เราควรจะลดหรือตัดออกหรือเปล่า

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายคือเครื่องมือสำคัญที่จะคอยรายงานและช่วยเตือนสติตัวคุณว่าสถานการณ์การเงินของคุณเป็นอย่างไรและเงินที่คุณคิดว่ามันหายไปที่จริงแล้วมันไปอยู่ที่ไหนกันแน่

2018-TNC-Adver-7-step-icon-03

3. การออม

การเก็บออมควรแยกบัญชีเงินฝากเป็น 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน บัญชีเงินออม และบัญชีเพื่อการลงทุน  ซึ่งเคล็ดลับการออมนั้น มี 2 วิธี คือ ออมแบบลบสิบ โดยหักเงิน 10%  ของรายได้ทุกเดือนมาเป็นเงินออม วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีวินัยในการออมมากๆ  ส่วนวิธีที่ 2 คือ ออมแบบเพิ่มสิบ สำหรับคนที่ชอบซื้อ  เมื่อซื้อของสิ่งใดก็ตามให้เพิ่มเงินอีก 10% ของมูลค่ามาเป็นเงินออม

2018-TNC-Adver-7-step-icon-04


4. การบริหารหนี้

หนี้มีทั้ง “หนี้ดี” และ “หนี้ฟุ่มเฟือย” ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ สำหรับหนี้ดี คือ หนี้ที่นำไปซื้อสิ่งของจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เช่น บ้าน การศึกษาของลูก ส่วนหนี้ฟุ่มเฟือย คือ หนี้ที่เกิดจากเรื่องที่ไม่จำเป็น เช่น  การเปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกครึ่งปี

ทั้งนี้วิธีการที่ดีที่สุดในการลดหนี้  คือ พยายามใส่เงินจำนวนมากที่สุด โดยไม่กระทบกับรายจ่ายประจำที่จำเป็นเพื่อชำระ หนี้สินที่ถูกคิดดอกเบี้ยแพงที่สุด เช่น บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ และที่สำคัญคุณจะต้องไม่สร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

2018-TNC-Adver-7-step-icon-05-2

5. วางแผนประหยัดภาษี

วิธีง่ายๆ คือ สรรหาค่าลดหย่อน  ประกอบด้วย ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน เงินบริจาค ค่าเลี้ยงดูบุตร  ค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เบี้ยประกันชีวิต  และเงินลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเพื่อสนับสนุนการออม  และหากคุณรับงานนอก ควรวางแผนให้ดีว่า จะรับเงินเพื่อคำนวณเป็นเงินเดือน  (ภงด.91) หรือรับเป็นงานเหมา  ซึ่งต้องไปเสียภาษีเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจทั่วไป (ภงด.90)  ลองคำนวณดูว่าวิธีการเสียภาษีแบบใดจะประหยัดเงินคุณมากกว่า

2018-TNC-Adver-7-step-icon-06-2

6. แผนการเงินยามเกษียณ

ก่อนอื่น  คุณต้องถามตัวเองก่อนว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไร  และถึงเวลานั้นอยากมีเงินเดือนใช้เดือนละเท่าไร สำหรับคนทำงานกินเงินเดือน  แนะนำให้คุณประมาณการเงินเดือนสุดท้าย ณ วันที่จะเกษียณอายุแล้วหารด้วย 2ตัวเลขนั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่คุณต้องใช้หลังเกษียณ  ในการดูว่าเงินออมก้อนที่มีในปัจจุบันพอเพียงสำหรับการดำรงชีพในอนาคตหรือ ไม่ โดยให้คุณคำนวณเงินที่คุณควรมีเมื่อตอนเกษียณ โดยเอา 1 หาร 10 คูณอายุปัจจุบันและคูณรายได้ทั้งปี เช่น คุณอายุ 30 ปี มีรายได้ทั้งปี 300,000 บาท

1 หาร 10 = 0.1 x 30 (อายุ) x 300,000 (รายได้ทั้งปี)

คุณควรมีเงินเก็บ = 900,000 บาท

หากคุณมีเงินออมน้อยกว่าที่คำนวณได้  คุณควรต้องเก็บเงินในสัดส่วนที่มากขึ้นจึงจะพอใช้จ่ายในอนาคต

 

2018-TNC-Adver-7-step-icon-07

7. การลงทุนและการจัดการสำหรับลงทุน

ก่อนที่คุณจะลงทุน  คุณควรคำนวณเสียก่อนว่า คุณได้แบ่งเงินไว้สำหรับใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน  และกันไว้สำหรับสร้างหลักประกันเรียบร้อยแล้ว  เงินที่เหลือจะเป็นเงินที่คุณนำมาลงทุนได้ ซึ่งประเภทของการลงทุน มีตั้งแต่  หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม และเงินฝาก  เหล่านี้ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

 

          ทั้งหมดนี้เป็นวิธีบริหารเงินที่จะทำให้ทุกคนมีกินมีใช้แบบไม่จนตลอดปีและตลอดไป ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหนก็ตาม ให้การบริหารและจัดสรรค่าใช้จ่ายประจำวัน หรือการเก็บเงินเพื่อสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน เป็นเรื่องง่ายและสนุกแบบไม่น่าเบื่อ เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ธนาคารธนชาตยินดีให้คำปรึกษาค่ะ

Related projects