หลายคนที่กำลังคิดอยากจะกู้ซื้อบ้าน แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะก็ไม่รู้ว่ามีปัจจัยบ้างที่ต้องนำมาใช้พิจารณา

วันนี้เรามีคำแนะนำในการเลือกสินเชื่อบ้านด้วย “4 เคล็ดลับ เลือกกู้สินเชื่อบ้าน” เพื่อให้

 

หาดอกเบี้ยถูกใจสบายกระเป๋า

เคล็ดลับแรกที่ใช้ในการเลือกสินเชื่อบ้าน คือ การแสวงหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่เล่น เพราะมีคนจำนวนมากที่ภาระหนี้สินในการผ่อนบ้านบานปลาย ปิดหนี้ไม่ได้ก็มาจากดอกเบี้ยที่งอกเงยแบบไม่ทันระวังนี่เอง สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนก็รูปแบบของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่มีหลายรูปแบบ ทั้งอัตราคงที่ ลอยตัว หรืออัตราแบบผสมที่คงที่ในช่วง 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นก็ปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งแต่ละแบบย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป

โดยเคล็ดลับง่ายๆ ในการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร ต้องเริ่มจากการหาข้อมูลเพิ่มเติมด้านอัตราดอกเบี้ย MLR, MRR หรือ MOR ที่ประกาศของแต่ละธนาคารว่าอยู่ที่อัตราเท่าไร หรือจะเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้

นอกจากนี้สำหรับอัตราดอกเบี้ยแบบผสมที่มีทั้งช่วงที่ดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว เราต้องคำนวณหา อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเดี๋ยวนี้หลายธนาคารมักจะใช้รูปแบบอัตราดอกเบี้ยแบบผสม ซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรกเข้ามาจูงใจลูกค้า เราจึงต้องคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ที่สะท้อนภาระดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เราต้องรับภาระ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันหลายธนาคารก็มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุโครงการแสดงให้ลูกค้าดูอยู่แล้ว การเปรียบเทียบก็จะยิ่งง่ายขึ้น

นอกจากนี้ควรจะพิจารณาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย รวมถึงนโยบายสินเชื่อของธนาคารในระยะยาวประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น กรณีที่เราเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเป็นขาขึ้น เราจะได้ประโยชน์มากกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เนื่องจากเรายังคงเสียดอกเบี้ยเท่าเดิมแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันกรณีที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาลงหรือทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวก็จะได้เปรียบกว่า

 

ผ่อนนานได้ไม่ต้องรีบ

เคล็ดลับที่ 2 เป็นเรื่องระยะเวลาการผ่อนสินเชื่อบ้าน เนื่องจากปัจจุบันส่วนใหญ่จะอยู่ที่ไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขอสินเชื่อด้วย ซึ่งอายุของผู้ขอสินเชื่อต้องไม่เกิน 65 – 70 ปี ดังนั้นยิ่งระยะเวลาการผ่อนชำระยิ่งนานก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ขอสินเชื่อ เพราะค่างวดที่ต้องผ่อนชำระจะลดลงนั่นเอง

 

ให้วงเงินกู้สูงที่สุด

เคล็ดลับที่ 3 คือ การเลือกสินเชื่อของธนาคารที่ให้วงเงินกู้สูงสุด ข้อนี้ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะนอกจากจะซื้อบ้านแล้ว เรายังมีภาระในการตกแต่งอีกด้วย ดังนั้นการที่ธนาคารให้วงเงินกู้สูงๆ จึงทำให้เราไม่ต้องมารับภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากเกินไป

ทั้งนี้ก่อนการอนุมัติวงเงินกู้ซื้อบ้านธนาคารจะมีการประเมินราคาบ้านก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาให้วงเงินกู้ยิม ซึ่งตามปกติจะอยู่ที่ประมาณ 80-90% ของราคาที่ประเมิน อย่างไรก็ตามหลายธนาคารก็มักจะมีการจัดแคมเปญหรือโปรโมชันพิเศษซึ่งจะให้วงเงินสินเชื่อค่อนข้างสูงประมาณ 100 – 110% แต่แม้ว่าจะได้รับวงเงินสูงปี๊ด เราเองก็ต้องกลับมาพิจารณาถึงความจำเป็นด้วยว่าวงเงินที่เหมาะสมและเพียงพอเป็นเท่าไร เนื่องจากเงินที่ได้มาก้อนหนี้คือ “หนี้” ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆ

 

ยืดหยุ่นในการขยายเวลาสินเชื่อ หรือวงเงินกู้

เคล็ดลับสุดท้ายคือ การมองหาธนาคารที่มีความยืดหยุ่นในการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหรือการขยายวงเงินสินเชื่อ โดยในส่วนของการขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องใช้ในการพิจารณาเลือกสินเชื่อ เนื่องจากว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ หากในช่วงระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้าเรามีภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นที่สูงขึ้นการที่ธนาคารเปิดโอกาสให้สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ได้จึงเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะผู้กู้ด้วยว่าเป็นอย่างไร

รวมถึงเรื่องการขยายวงเงินสินเชื่อ เป็นสิ่งที่ธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการชำระของลูกค้า หากเราเป็นลูกหนี้ที่ดีมาโดยตลอดดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความยืดหยุ่นของธนาคารในการดูแลลูกหนี้อีกด้วย

 

อัตราดอกเบี้ยลอยตัวแบบต่างๆ ที่ธนาคารใช้อ้างอิงในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้
MLR (Minimum Loan Rate) MOR (Minimum Overdraft Rate) MRR (Minimum Retail Rate)
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น ลูกค้าที่มีประวัติการเงินดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย

 

Back to Rethink

About the author