ด้วยประโยชน์ของบัตรเครดิตที่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินแทนเงินสดได้อย่างสะดวกสบาย แถมยังมีสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นต่างๆ ที่จูงใจสำหรับการใช้จ่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้บัตรเครดิตเปรียบเสมือนของสำคัญสำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบความรู้สึกของการจ่ายด้วยเงินสด

แต่การที่ใช้จ่ายได้สะดวกนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าจ่ายเงินไปเท่าไรแล้วก็ตอนที่เห็นบิลส่งมาถึงบ้าน คราวนี้ก็ถึงกับต้องกุมขมับกันทีเดียว เพราะบางครั้งก็เผลือลืมตัวจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นและฟุ่มเฟือย ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิตได้ดี ลองมาทำตาม 4 ขั้นตอนง่ายๆ นี้กันดูดีกว่า

1.กำหนดงบประมาณ

  ตามปกติเราจะทราบรายได้ที่แน่นอนของเราในแต่ละเดือนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนมักจะไม่ให้ความสำคัญคือ รายจ่าย เพราะบางทีก็คิดว่ามีเท่าไรก็ใช้ไม่คิดมาก อีกทั้งคนที่มีบัตรเครดิตก็ยังมีวงเงินการใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ตั้งหลายเท่าตัว

  บ่อยครั้งเราเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับโปรโมชั่นของสินค้าและบริการ ประกอบกับมีอำนาจซื้ออยู่ในมือแล้วก็ไม่อยากเสียโอกาสทอง จนเผลอนำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายเกินความจำเป็น ซื้อความสุขตอนนี้แต่กลับต้องเจอปัญหาขาดสภาพคล่องในอนาคต

  ดังนั้นการกำหนดเพดานการก่อหนี้ของบัตรเครดิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น และแนะนำว่าทุกครั้งที่เรารูดบัตรจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องแน่ใจด้วยว่าเรามีเงินสดพร้อมชำระหนี้แบบเต็มจำนวนเมื่อถึงกำหนดในการชำระ

  นอกจากนี้ทุกครั้งที่หยิบบัตรขึ้นมาใช้จะต้องเก็บสลิปยอดการใช้จ่ายไว้ด้วย เพื่อนำมาจดบันทึกรวมกันว่า ในแต่ละเดือนเราได้ใช้จ่ายผ่านบัตรไปแล้วเท่าไร อีกทั้งยังช่วยให้เราบริหารการตัดรอบบัญชีได้ด้วย เพราะเมื่อเราทราบว่าบัตรใบไหนตัดรอบวันที่เท่าใด ก็จะได้เลือกใช้บัตรที่ทำให้จ่ายเงินสดได้ช้าที่สุดก่อน และการเก็บสลิปหรือจดบันทึกยังสามารถช่วยในการใช้ตรวจสอบเมื่อมีบิลแจ้งยอดการใช้จ่ายส่งมาที่บ้าน

2.พกบัตรเครดิต 1-2 ใบเท่านั้น

  หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการใช้บริการบัตรเครดิตกับหลายธนาคาร หลายสถาบันการเงิน ซึ่งก็เพราะเรามองว่าด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบัตรที่ไม่เหมือนกัน การสะสมคะแนนก็ให้เอกสิทธิ์ที่แตกต่างดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีคนละหลายใบ

  แต่กลับกลายเป็นว่าเรากำลังลืมหัวใจสำคัญของการใช้บัตรเครดิตที่มีไว้ใช้แทนเงินสด เพื่อความสะดวกในการไม่ต้องพกเงินสดคราวละมากๆ ดังนั้นถ้ามองถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตหลายใบ จึงแนะนำว่าเวลาออกจากบ้านก็ให้พกเพียงแค่ 1-2 ใบ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว บัตรที่เหลือก็เก็บไว้ที่บ้านจะดีกว่า หรือถ้ากลัวว่าจะอดใจไม่ไหวก็ไม่ควรมีบัตรเครดิตเกิน 2 ใบ

โดยอาจจะเลือกบัตรที่มีคะแนนสะสมมากกว่า มีการจ่ายเงินคืน (Cash back) ในอัตราที่สูงกว่า ระยะเวลาปลอดหนี้นาน หรือเมื่อเปรียบเทียบแล้วเป็นบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์ดีที่สุด

3.ตรวจสอบใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง

ทุกรอบการใช้จ่ายจะมีการส่งใบแจ้งหนี้มาให้ สิ่งที่เราควรทำคือ นำสลิปหรือรายการที่จดบันทึกการใช้จ่ายผ่านบัตรมาตรวจสอบว่าตรงกันหรือไม่ เนื่องจากบางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ที่ยอดไม่ตรงกัน ซึ่งหากเรามีเอกสารพร้อมยืนยันในมือก็สามารถยื่นเรื่องขอตรวจสอบได้ และหากมีรายการอื่นแปลกปลอมเข้ามาโดยที่เราไม่ได้เป็นคนใช้บัตรหรือพบยอดที่ผิดปกติ ก็ต้องรีบแจ้งสถาบันการเงินผู้ออกบัตร เพื่อดำเนินการอายัดบัตรทันที เพราะอาจจะเกิดจากการถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลในบัตรเครดิตของเราไปใช้

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหากเรามีวินัยและรู้จักควบคุมก็จะเกิดประโยชน์มากกว่า แต่ถ้าเมื่อใดที่เรารู้สึกว่าสภาพคล่องหรือภาวะทางการเงินเริ่มตึงตัว เช่น จ่ายหนี้ไม่เต็มจำนวน หรืจ่ายช้า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณให้ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ทางออกก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเพียงแค่เราหันมาใส่ใจเรื่องการใช้บัตรเครดิตของตัวเราเองและวางแผนการใช้อย่างรอบคอบ เพียงเท่านี้เราก็จะมีชีวิตที่..ดี๊..ดีแล้วจ้า!!

 

Back to Rethink

About the author