ชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำมาถึงวาระหนึ่งก็อาจจะเริ่มมีความคิดอยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือเริ่มเบื่อกับการทำงานในระบบก็เลยมองหาลู่ทางในการออกมาทำธุรกิจเป็นเจ้านายตัวเอง

บางคนก็เลือกใช้ทุนส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดในการเริ่มต้นลงทุน เพราะอาจจะมองว่าอย่างมากที่สุดหากไม่ประสบความสำเร็จก็แค่หมดเงิน แต่บางคนก็อาจจะมองว่าการเริ่มต้นลงทุนสามารถใช้ควบคู่กันได้ทั้ง “เงินกู้” และ “เงินกู”

คนที่คิดจะลาออกจากงานประจำแล้วมาตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แนะนำว่าควรจะมีเงินเก็บออมสำรองให้พอกับค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตอย่างน้อยประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งก็ต้องคิดไว้เสมอว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีรายได้ประจำเข้ามาแล้ว การมีเงินออมสำรองไว้นี้อย่างน้อยหากธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเราก็ยังพออยู่ได้โดยไม่ขัดสน

ส่วนคนที่คิดจะใช้เงินกู้ในการเริ่มต้นธุรกิจไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย แต่สิ่งสำคัญคือ เจ้าของกิจการจะต้องรู้จักประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และต้องมีการวางแผนการใช้เงินให้เหมาะสม ซึ่งกิจการที่ดีไม่ควรใช้เงินกู้ในอัตราที่มากกว่าเงินลงทุนส่วนตัว หรือถ้าคิดเป็นตัวเลขก็ควรจะอยู่ในอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 1 : 1 นั่นเอง

แต่ก็ใช่ว่าทุกธุรกิจจะต้องยึดอัตราส่วนนี้เป็นสำคัญเพราะความสามารถในการสร้างรายได้ของธุรกิจไม่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าสำหรับคนที่เริ่มต้นใหม่กับธุรกิจขนาดเล็กก็อาจจะใช้บรรทัดฐานนี้เพื่อไม่ให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูงเกินไป

โดยในการขอสินเชื่อเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจหากเรามีหลักประกันในการขอวงเงินสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน หรือที่อยู่อาศัยของที่ปลอดภาระหนี้ ก็สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ซึ่งธนาคารมักจะอนุมัติวงเงินกู้ยืมให้ประมาณ 80-95% ของมูลค่าหลักประกัน และในกรณีนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-8% ต่อปี ต่างจากการกู้โดยไม่มีหลักประกันที่ธนาคารอาจจะต้องรับความเสี่ยงสูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจึงอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปี

นอกจากนี้หากหลักประกันประกอบการขอสินเชื่อไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อให้บริการค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ SME เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นต้น

สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่หากเราต้องการยื่นกู้เงินจากธนาคาร สิ่งสำคัญที่จะต้องจัดทำ คือ แผนธุรกิจ หรือ Business Plan ที่จะใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้นำไปวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ พิจารณาลักษณะในการดำเนินการ ประมาณการรายรับ-รายจ่ายเป็น จุดคุ้มทุนของธุรกิจ อัตราผลกำไรของธุรกิจ

ในการเขียนแผนธุรกิจนั้นก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะแผนนี้เราจะใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน หากเขียนขึ้นมาแบบเพ้อฝัน หรือเข้าข้างตัวเองมากไปคงไม่ใช่แผนธุรกิจที่ดีมากนัก ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีการเตรียมพร้อมและศึกษาธุรกิจที่จะทำมาแล้วอย่างดี อย่างน้อยที่สุดต้องมีข้อมูลของตลาดสินค้าหรือบริการนั้นๆ รู้จักพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับธุรกิจได้ในทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมแนวทางรับมือหรือหาทางแก้ไข เพราะอย่างน้อยการมีแผนธุรกิจก็จะทำให้การดำเนินงานมีแนวทางชัดเจน ไม่ใช่เอาแต่ตามใจฉันเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์ของฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อของธนาคาร แผนธุรกิจที่มีความเสี่ยงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จจึงมองออกได้ไม่ยาก บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการที่ยื่นขอสินเชื่อถูกซักถามหรือสัมภาษณ์แนวคิดในการทำธุรกิจ แต่กลับไม่เข้าใจในรายละเอียดของแผนธุรกิจ เนื่องจากจัดทำขึ้นมาโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

บางกรณีก็เป็นการว่าจ้างให้มืออาชีพช่วยจัดทำแผนธุรกิจขึ้นมาก็อาจจะไม่เข้าใจในรายละเอียดของแผน และยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประมาณการต่างๆ ก็มักจะไม่สามารถตอบคำถามได้ ดังนั้นแผนธุรกิจที่ไม่ความสมบูรณ์เพียงพอก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกปฏิเสธการให้กู้ยืมเงินจากทางธนาคาร

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับ “มือใหม่” ในการเขียนแผนธุรกิจ คือ การไม่รู้รายได้หรือไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากผู้ประกอบการใหม่คำนวณต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจไม่ถูกต้อง เช่น การลงทุนในทรัพย์สินอย่างที่ดิน อาคารโรงงาน เครื่องจักรในการผลิต รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต เงินเดือนหรือค่าจ้างแรงงาน ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร งบการตลาด เป็นต้น

โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการใหม่มักจะประเมินสิ่งเหล่านี้ที่เป็นต้นทุนของธุรกิจต่ำกว่าความเป็นจริงค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าพยายามคิดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันในแง่ของรายได้ก็มักจะประเมินไปในทิศทางที่สูงเกินไปหรือทำให้ดูมากเข้าไว้ก่อน ดังนั้นการประเมินต้นทุนและรายได้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังจะทำว่ามีมากน้อยเพียงใด

                  การมีแผนธุรกิจที่ดีก็เปรียบเสมือนการมีแผนที่ที่จะช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหมาย คนที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่จึงต้องใส่ใจและศึกษาในสิ่งที่กำลังจะลงมือทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด ต่อจากนั้นหากได้รับสินเชื่อและมีเงินทุนพร้อมแล้วคือ การลงมือปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เรื่องความคิดแต่เป็นสถานการณ์จริงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ การเตรียมพร้อมไว้ในทุกด้านจึงเป็นส่วนสำคัญให้การทำธุรกิจไม่เกิดการสะดุดและสามารถบรรลุเป้าหมายจนประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ได้

 

Back to Rethink

About the author