การออมเงินตามเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่างก็มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการออมแตกต่างกันไป การจะออมให้ประสบความสำเร็จจึงต้องรู้จักการจัดสรรและใช้ผลิตภัณฑ์ในการออมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากมองการออมเงินระยะสั้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็มีทางเลือกหลากหลายและไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับการออมในระยะยาวหลายคนยังมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเงินส่วนนี้ของเราควรอยู่ตรงไหน และยังไม่ทราบว่าควรจะบริหารจัดการอย่างไร วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สำหรับการออมรวมถึงการลงทุนในระยะยาวกันบ้าง

  • กองทุนประกันสังคม

  สำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือน หรือลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่ สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จะต้องมี คือ กองทุนประกันสังคม ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล และเป็นเงินออมเพื่อวัยเกษียณ โดยเงินส่วนนี้มาจากการที่เราและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุน

ทั้งนี้เนื่องจากประกันสังคมเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ดังนั้นเงินส่วนที่ถูกแบ่งมาเป็นเงินออมเพื่อวัยเกษียณจึงมีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับความเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณอายุในแบบที่เราคาดหวัง จึงต้องมีเครื่องมืออื่นๆ เข้ามาเสริมเพื่อให้การออมระยะยาวมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากขึ้น

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  หากว่าเงินออมจากกองทุนประกันสังคมดูแล้วไม่น่าจะเพียงพอ เราคงต้องพึ่ง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นตัวช่วยที่สองสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นพนักงานของบริษัทเอกชน ส่วนคนที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะเป็นรูปแบบของ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” หรือ กบข.ซึ่งทั้ง 2 กองทุนมีเป้าหมายเป็นการออมเพื่อวัยเกษียณเหมือนกัน ซึ่งนอกเหนือจากการที่เราออมด้วยตัวเองแล้วยังมีเงินอีกส่วนหนึ่งที่นายจ้างช่วยสมทบด้วย

โดยในส่วนของ กบข.จะต้องสะสมเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3% ของค่าจ้าง และรัฐบาลจะสมทบให้อีก3% ทั้งนี้สมาชิกของ กบข.จะสามารถออมเงินสะสมส่วนเพิ่มได้อีก 1-12% โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15% ของรายได้

ด้านสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะสามารถออมเงินไว้ในกองทุนเดือนได้ 2-15% และนายจ้างจะช่วยสมทบเงินให้ด้วย โดยล่าสุดได้มีการแก้ไขกฎหมายให้ลูกจ้างสามารถออมเงินสะสมเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่านายจ้างสมทบ เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ออมมากขึ้นและนายจ้างไม่ต้องจ่ายในอัตราที่เท่ากันเหมือนในอดีต

อย่างไรก็ตามกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ไม่ได้เป็นสวัสดิการที่มีทุกบริษัทขึ้นอยู่กับนายจ้างด้วยว่าเล็งเห็นความสำคัญของของกองทุนนี้มากน้อยเพียงใด และหากใครที่บริษัทมีกองทุนนี้ก็อย่างลังเลที่จะสมัครเป็นสมาชิกและทางที่ดีควรจ่ายเงินสะสมในอัตราสูงที่สุดถ้าเรามีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องนโยบายการลงทุนของกองทุน เพราะถ้าเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนที่เราได้รับก็อาจจะไม่มากพอให้เราบรรลุเป้าหมายในการเกษียณได้อย่างมีความสุข

  ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีทางเลือกให้กับลูกจ้าง หรือที่เรียกว่า Employee’s Choice เราสามารถเลือกแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมได้ว่าอยากเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ซึ่งก็ส่งผลต่อผลตอบแทนในอนาคตเช่นกัน

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

  สำหรับคนที่บริษัทหรือนายจ้างไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ทางเลือกการออมและการลงทุนระยะยาวผ่าน RMF ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นกองทุนที่จูงใจให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการวางแผนเพื่อชีวิตเกษียณ ซึ่งการลงทุนในกองทุนนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย โดยกองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ลงทุนตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ปรับสัดส่วนหรือสับเปลี่ยนกองทุนได้

  ส่วนเงื่อนไขในการลงทุนก็จะต้องลงทุนต่อเนื่อง โดยซื้อไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง ลงทุนขั้นต่ำ 3% ของรายได้แต่ละปี หรือไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท โดยที่ไม่หยุดการลงทุนเกินกว่า 1 ปี ยกเว้นปีที่ไม่มีเงินได้ และต้องลงทุนไปจนอายุครบ 55 ปี และเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่การซื้อครั้งแรก

ข้อดีของกองทุน RMF คือ เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข.และประกันบำนาญต้องไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งกำไรจากการขายหน่วยลงทุน RMF ที่ครบกำหนดตามเงื่อนไขยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำไปคำนวณรวมกับเงินได้อีกด้วย

  • ประกันแบบบำนาญ

  เป็นการสร้างความคุ้มครองให้กับวัยเกษียณด้วยการทำประกันแบบบำนาญ หรือ Annuity โดยจะมีการจ่ายเงินคืนผู้ถือกรมธรรม์เป็นรายปี รายงวด หรือตามแบบกรมธรรม์จะกำหนด ซึ่งมีข้อดีคือ เงินที่เราจ่ายเบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และประกันบำนาญยังทำให้เราทราบจำนวนเงินที่เราจะได้ค่อนข้างแน่นอน รวมถึงสามารถซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมได้ด้วย

เมื่อเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าเงินออมระยะยาวเราสามารถจะไปอยู่ในส่วนใดได้บ้าง ก็จะทำให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญและประเมินสัดส่วนของเครื่องมือแต่ละประเภทได้ตรงตามลักษณะของตัวเราเองได้ดีขึ้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีแบบแผนที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความต้องการและวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นเมื่อทราบหลักการของแต่ละเครื่องมือแล้ว เราก็จะสามารถวางแผนการออมระยะยาวได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

Back to Rethink

About the author