ในการวางแผนการเงินส่วนบุคคลแม้ว่าเราจะมีการจัดสรรเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินแล้ว แต่บางครั้งด้วยเหตุสุดวิสัยก็อาจจะทำให้เงินที่สะสมไว้ไม่เพียงพอหรือจำนวนเงินมากเกินกว่าที่เตรียมไว้

ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งกู้ยืมเงินแบบเร่งด่วน เราลองมาดูกันว่าหากเราตกอยู่ในสภาวะคับขันหรือต้องรีบใช้เงิน แหล่งเงินกู้ใดบ้างที่เราจะสามารถยืมได้รวดเร็วทันใจ

 

                  1.บัตรกดเงินสด

ปัจจุบันสถาบันการเงินจำนวนมากนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ซึ่งบัตรกดเงินสดเป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับใช้กดเงินสดเพื่อสำรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที สามารถถอนเงินสดได้จากตู้เอทีเอ็มของทุกธนาคารและส่วนใหญ่จะไม่มีค่าธรรมเนียมหากไม่มีการใช้วงเงิน ส่วนเรื่องของอัตราดอกเบี้ยด้วยความสะดวกในการกดใช้และเปรียบเสมือนเงินด่วนที่แสตนด์บายเพื่อเราอยู่ตลอดเวลา อัตราดอกเบี้ยจึงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 28% ต่อปี

นอกจากบัตรกดเงินสดก็ยังมีวงเงินฉุกเฉินบัตรเครดิตที่สามารถกดใช้ได้ ซึ่งดอกเบี้ยก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินเพิ่มเติมด้วย ดังนั้นหากคิดจะใช้เงินจากทั้งบัตรกดเงินสดหรือวงเงินฉุกเฉินบัตรเครดิตก็คงต้องคิดให้ดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าเงินกู้ยืมจากทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้มีความสะดวกและรวดเร็วกว่าเงินกู้ฉุกเฉินแหล่งอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกใช้บริการแม้ว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากก็ตาม

 

                  2.เดินหน้าเข้าโรงรับจำนำ

ตามที่ได้เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้วว่า โรงรับจำนำเป็นแหล่งเงินกู้ที่เป็นลักษณะการมีสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน อีกทั้งหากเป็นโรงรับจำนำของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก ดังนั้นโรงรับจำนำจึงเป็นแหล่งพึ่งพิงของหลายๆ คนในยามที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว

 

                  3.เงินกู้ฉุกเฉินของบริษัท / เงินกู้สหกรณ์

เชื่อว่าในหลายๆ องค์กรได้จัดให้มีสวัสดิการเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับพนักงาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือในยามที่มีความจำเป็น เช่น พนักงานบางคนพ่อแม่หรือลูกเกิดป่วยหนักทำให้ค่าใช้จ่ายที่เตรียมไว้หรือประกันสุขภาพไม่เพียงพอ หรือบางคนมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เงินกองทุนส่วนนี้ก็อาจจะเป็นตัวช่วยได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีวงเงินกำหนดไว้เฉลี่ยประมาณ 5,000-20,000 บาท ในแง่ของการชำระคืนบริษัทจะหักจากเงินเดือนในอนาคตของพนักงานนั่นเอง

ส่วนสวัสดิการอื่นๆ สำหรับคนทำงานในองค์กรที่มีสหกรณ์ออมทรัพย์จะมีบริการเงินกู้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ฯ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างองค์กรปกครองท้องถิ่น จะมีการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านการเงินแก่สมาชิกในการรักษาสภาพคล่อง โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่จะให้บริการเงินกู้ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.เงินกู้ฉุกเฉิน 2.เงินกู้สามัญ และ 3.เงินกู้พิเศษ

สำหรับความแตกต่างของเงินกู้สหกรณ์ประเภทต่างๆ โดยทั่วไปหากเป็นเงินกู้ฉุกเฉินจะกำหนดวงเงินประมาณ 5-7 เท่าของรายได้ต่อเดือน เฉลี่ยวงเงินประมาณไม่เกิน 1-3 แสนบาท ระยะเวลาการผ่อนชำระจะไม่เกิน 1 ปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉินเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5-7% ต่อปี ส่วนเงินกู้สามัญจะต้องมีองค์ประกอบเรื่องหุ้นสหกรณ์เข้ามาพิจารณาร่วมกับวงเงินกู้ที่จะได้รับด้วย แต่ทั้งนี้วงเงินจะมากกว่าเงินกู้ฉุกเฉินและมีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวนานกว่า อัตราดอกเบี้ยก็จะเป็นไปตามประกาศสหกรณ์แต่ละแห่ง ด้านเงินกู้พิเศษส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น เงินกู้เพื่อการศึกษา เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น

คนที่มีความจำเป็นใช้เงินอย่างเร่งด่วนการใช้บริการเงินกู้สวัสดิการขององค์กรก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้บริการเงินกู้ของสถาบันการเงินแนะนำให้ลองสำรวจดูก่อนว่าองค์กรหรือบริษัทของเรามีสวัสดิการเหล่านี้หรือไม่ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเองอีกทั้งส่วนใหญ่ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าด้วย

 

                  4.เงินกู้จากกรมธรรม์ประกันชีวิต

ในส่วนของการกู้เงินจากกรมธรรม์นั้น หากมีการจ่ายชำระเบี้ยไปแล้วตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ก็จะสามารถกู้เงินได้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นอยู่กับแบบประกันและข้อกำหนดของบริษัทประกัน ซึ่งมักจะสูงกว่าหน้ากรมธรรม์ประมาณ 2-3% เฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 6 – 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเนื่องจากมีการใช้มูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันเต็มจำนวน สำหรับกรมธรรม์ที่สามารถกู้ยืมเงินได้จะเป็นประเภทกรมธรรม์สะสมทรัพย์ หรือแบบตลอดชีพ รวมถึงกรมธรรม์บำนาญ

 

                  เมื่อรู้แหล่งเงินกู้ใกล้ตัวอย่างนี้แล้วการบริหารจัดการเรื่องเงินทองสภาพคล่องก็สามารถทำได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ ต้องใช้เงินกู้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เป็นภาระโดยไม่จำเป็นในอนาคต

 

Back to Rethink

About the author