ในโลกการลงทุนมักจะถูกมองแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ กำไรและขาดทุน

คนที่ลงทุนแล้วมีกำไรก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ ในทางกลับกันหากลงทุนแล้วผิดพลาด เกิดขาดทุนขึ้นมาก็จะได้รับตำแหน่งผู้แพ้โดยที่อาจจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นไม่มีใครที่จะสามารถเป็นผู้ชนะได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็คงไม่มีใครที่ลงทุนแล้วผิดพลาดซ้ำซากหรืออับโชคถึงขนาดว่าไม่เคยได้กำไรเลยสักครั้งเดียว

การตกเป็นผู้แพ้ที่ไม่เคยชนะแม้สักครั้งเดียว หรือลงทุนแล้วมีแต่ขาดทุนไม่เป็นท่า คนเหล่านี้หรือผู้แพ้ในตลาดหุ้น มักจะมีลักษณะพฤติกรรมที่สังเกตได้ไม่ยาก อย่างแรกคือ เล่นหุ้นโดยไม่ศึกษาภาวะตลาดและเศรษฐกิจ แบบนี้เรียกว่าไม่ดูทิศทางลม เพราะบางครั้งให้จังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหุ้นก็มักจะพากันดิ่งเหวถ้วนหน้าไม่ว่าจะหุ้นเล็กหุ้นใหญ่ แม้จะมองว่าเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นถูกแสนถูกและน่าสนใจเข้าซื้อ แต่บางครั้งราคาที่เราเห็นตอนนั้นอาจจะตกต่ำลงไปอีกก็เป็นได้

ลักษณะที่ 2 ของผู้แพ้ในตลาดหุ้น คือ ลงทุนโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัท คนกลุ่มนี้มักจะสนใจแต่ข่าวลือ ข่าวลวง ซื้อขายตามที่คนนั้นบอก คนนี้แนะนำ แต่กลับไม่ทราบเลยว่าบริษัทนี้รายได้เป็นอย่างไร กำไรเติบโตมากน้อยแค่ไหน อาการหนักกว่านั้นคือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทที่ลงทุนไปนั้นประกอบธุรกิจอะไร ก็ไม่ต้องแปลกใจที่คนกลุ่มนี้ลงทุนแล้วจะเป็นผู้แพ้

และลักษณะสุดท้ายของผู้แพ้ในลาดหุ้นคือ ไม่มีการกระจายความเสี่ยง หลายคนชอบเล่นหุ้นเหมือนการพนัน ทุ่มซื้อแค่ตัวเดียววัดดวงกันไปว่าราคาจะขึ้นหรือลง เรียกว่าใช้อารมณ์ล้วนๆ คนกลุ่มนี้เป็นนักลงทุนที่มีนิสัยไม่ดีอยู่ 2 อย่าง คือ ขี้เกียจและขี้กลัว เพราะไม่อยากคิดไม่อยากวิเคราะห์มากเลยลองสุ่มๆ เลือกลงทุนไป ซึ่งนี่เป็นเรื่องของความขี้เกียจ ส่วนความขี้กลัวก็ไม่น้อยหน้า เพราะพอสุ่มได้ถูกตัวซื้อแล้วราคาขึ้น แต่ก็มักจะรีบร้อนขาย หรือที่ในตลาดหุ้นเรียกกันว่า ขายหมู ไม่สามารถอดทนรอในช่วงที่หุ้นกำลังมีกำไรได้

เมื่อทราบแล้วว่าผู้แพ้ในตลาดหุ้นมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร เราลองมาดูกันว่า วิธีการหรือแนวทางของคนที่เป็นผู้ชนะหรือสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้ควรปฏิบัติอย่างไร โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางสำหรับการลงทุนให้ชนะได้ดังนี้

1 เลือกลงทุนหุ้นดาวเด่น หรือบริษัทที่เป็น Winner ของธุรกิจประเภทนั้น โดยต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีทั้งในแง่ของงบการเงินและโอกาสการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ราคาหุ้นต้องอยู่ในระดับที่เรียกว่าต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็น

  สำหรับคนที่ยังมีประสบการณ์ในการลงทุนไม่มากการหาหุ้นดาวเด่นก็อาจจะยังมองไม่ออก ลองใช้กฎพื้นฐาน 4 ข้อในการเลือกหุ้น คือ 1.คุณภาพธุรกิจดี (Business Quality) 2.บริษัทมีการบริหารจัดการดีหรือผู้บริหารเก่ง (Management) 3.เป็นหุ้นที่มีข่าวดี ซึ่งจะกระตุ้นราคาให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เร็ว (Catalysts) และ 4.ราคาถูก ในที่นี้คือ ระดับราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น

2 จับจังหวะตลาดให้ถูก โดยต้องพิจารณาจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ เช่น ตัวเลขประมาณการ GDP ตัวเลขการส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างประเทศด้วย เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตามแม้การจับจังหวะจะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ แต่ก็ยังมีความสำคัญรองลงมาจากการเลือกหุ้นที่ดี

3 จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง โดยทั่วไปในการลงทุนหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวมีช่วงจังหวะเวลาการปรับขึ้นหรือปรับตัวลงต่างกันไป ไม่ได้เป็นขาขึ้นหรือขาลงพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้นในพอร์ตการลงทุนจึงต้องมีทั้งหุ้นที่คาดว่าราคาจะปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น และจำเป็นต้องมีการลงทุนในหุ้นระยะยาวที่มีพื้นฐานดี ซึ่งหุ้นพื้นฐานดีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง อยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปี ทำให้นอกจากได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วเรายังมีกระแสเงินสดเพิ่มเข้ามาระหว่างการลงทุนด้วย

4 เลือกมืออาชีพดูแลการลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีมืออาชีพคอยดูแลและให้ข้อมูลการลงทุนที่ถูกต้อง ฉับไว จึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการลงทุน นอกจากนี้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลหรือไม่สามารถใช้เวลาในการลงทุนกับ 4 ข้อที่กล่าวมา ก็สามารถเลือกมืออาชีพในการบริหารจัดการการลงทุนให้เราได้โดยอาศัยการลงทุนผ่านกองทุนรวม

อย่างไรก็ตามในโลกการลงทุนคงไม่มีใครที่จะเป็นผู้ชนะตลอดเวลา และไม่มีใครที่จะแพ้อยู่ร่ำไป เพราะคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะเคยขาดทุนมาก่อนแล้วทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การเรียนรู้เพื่อสั่งสมเป็นประสบการณ์ และรู้จักสร้างโอกาสที่จะชนะให้มีมากกว่าการแพ้นั่นเอง

 

Back to Rethink

About the author