ก่อนหน้านี้เราได้ทำความรู้จักกองทุนรวมประเภทต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานในการลงทุนแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกองทุนรวมที่นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่งคั่งแล้วยังให้สิทธิประโยชน์ในด้านภาษีอีกต่อหนึ่งด้วย

ซึ่งได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF (Long-Term Equity Fund)

โดยทั้ง 2 กองทุน เกิดขึ้นจากการที่ภาครัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการลงทุนระยะยาวให้แก่ประชาชนคนไทย จึงสร้างแรงจูงใจในการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี และตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุน RMF และ LTF ก็ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูล ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2558 พบว่า กองทุน LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 277,312 ล้านบาท เติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 2.32% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ RMF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 7.5% มาอยู่ที่ 179,216 ล้านบาท เนื่องจากตลอดทั้งปี 2558 มีผู้ลงทุนที่สนใจซื้อกองทุน RMF ที่ออกมาใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับสิทธิประโยชน์ภาษีที่ภาครัฐให้แก่ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมทั้ง 2 ประเภทนี้ ในส่วนของกองทุน LTF เป็น “เงินซื้อหน่วยลงทุน” จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปี และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ด้านกองทุน RMF “เงินซื้อหน่วยลงทุน” ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปีเช่นเดียวกัน แต่จะต้องนับรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยรวมทั้งหมดไม่เกิน 500,000 บาท

ประเด็นหนึ่งที่อยากจะย้ำเป็นเรื่องของ “เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปี” อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ รายได้ที่เราจะนำมารวมคำนวณเพื่อนำไปซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF จะต้องเป็นรายได้ที่เสียภาษีนั่นเอง ซึ่งกฎเกณฑ์ข้อนี้พึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2558 นี่เอง ผู้ลงทุนจึงต้องระมัดระวังให้ดีในจุดนี้

ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีนอกเหนือจากการนำเงินลงทุนมาลดหย่อนแล้ว กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (capital gain) ของ RMF และ LTF ยังได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีกด้วย และด้วยสิทธิประโยชน์ที่กล่าวมาจึงทำให้ RMF และ LTF เป็นที่นิยม และถูกยกให้เป็นการลงทุนที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับคนที่มีความพร้อมและกำลังมองหาการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เพื่อให้การลงทุน RMF และ LTF สามารถตอบโจทย์การลงทุนและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เราลองมาดูรายละเอียดและเงื่อนไขการลงทุน RMF และ LTF กันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

 

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

                  กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นกองทุนรวมที่เกิดขึ้นจากแนวคิดในการสนับสนุนให้ผู้ลงทุนไทยมีวินัยการออมในระยาวเพื่อเป้าหมายการเตรียมเงินให้เพียงพอไว้ใช้จ่ายยามวัยเกษียณ โดยปัจจุบัน RMF ในประเทศไทยมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุนในประเทศ ตราสารทุนต่างประเทศ การลงทุนแบบผสมที่มีทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน การลงทุนแบบ Asset Allocation หรือจัดสรรสินทรัพย์เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตามช่วงอายุของผู้ลงทุนตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำถึงความเสี่ยงสูง

โดยเงื่อนไขการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ประการแรกต้องเป็นการลงทุนต่อเนื่องทุกปี และสามารถซื้อหน่วยลงทุนปีเว้นปีได้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำอย่างน้อย 3% ของรายได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะน้อยกว่า

ประการที่สองต้องลงทุนและถือหน่วยลงทุนจนกระทั่งอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ อีกทั้งต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า  5 ปีนับแต่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (นับแบบวันชนวัน) ยกตัวอย่างเช่น นางสาวร่ำรวยซื้อหน่วยลงทุน RMF ครั้งแรกตอนอายุ 53 ปี ก็จะต้องถือลงทุนต่อเนื่องไปจนครบ 5 ปี แม้ว่าอายุของนางสาวร่ำรวยจะเกิน 55 ปี

 

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF เกิดจากแนวคิดที่ต้องการส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในหุ้นจดทะเบียนในตลาดรอง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ SET หรือ mai เพื่อเป้าหมายช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดหุ้นไทยให้มากยิ่งขึ้นด้วยเงินลงทุนระยะยาวในตลาดทุนที่มาจากกองทุนรวมซึ่งอยู่ในฐานะของผู้ลงทุนสถาบัน รวมถึงช่วยสร้างวินัยในการออมการลงทุนให้กับกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยด้วย

สำหรับเงื่อนไขการลงทุน LTF ในช่วงปี 2558 ได้มีการปรับเงื่อนไขการลงทุนใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติต่ออายุการลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน LTF ออกไปอีก 3 ปี ขยายให้สิ้นสุดในปี 2562 จากเดิมที่สิทธิในการลดหย่อนภาษีจะสิ้นสุดลงในปี 2559 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป

นอกจากนี้การลงทุน LTF ภายใต้เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ยังมีการเปลี่ยนแปลง จำนวนปีที่ถือครองกองทุน โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุน LTF เป็นเวลา 7 ปีปฏิทิน จากเงื่อนไขเดิมที่ถือครอง 5 ปีปฏิทิน ยกตัวอย่าง นายมั่งคั่งที่ซื้อหน่วยลงทุน LTF ในปี 2559 จะสามารถขายหน่วยลงทุนได้ในปี 2565 ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง เพราะเดิมระยะเวลาที่ลงทุนบางคนอาจจะถือครองเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง

เมื่อทราบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การลงทุน RMF และ LTF เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถวางแผนการลงทุนได้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ จะต้องไม่ทำผิดเงื่อนไข ซึ่งหากเราลงทุนผิดเงื่อนไขก็จะต้องเสียค่าปรับ ดังนั้นทำให้ถูกต้องไว้ก่อนดีที่สุด เพราะจะทำให้เราได้รับประโยชน์เต็มๆ ถึง 2 ต่อ ทั้งเรื่องผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนและการประหยัดภาษีอีกด้วย

 

Back to Rethink

About the author