สำหรับคนที่ทำงานประจำหรือเรียกได้ว่าเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ตัวช่วยหนึ่งที่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ คือ กองทุนรวม

เพราะมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพมาช่วยติดตามดูแลการลงทุน และคอยแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ นอกจากนี้ยังลงทุนได้ด้วยเงินในจำนวนไม่มากอีกด้วย

แต่ก่อนที่เราจะไปฝากผีฝากไข้กับผู้จัดการกองทุนก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า กองทุนรวมนั้นมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก เป็นต้น ไปจนกระทั่งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตราสารทุนหรือหุ้น ดังนั้นเราลองมาพิจารณากันดูก่อนว่ากองทุนรวมมีประเภทใดกันบ้าง

 

  • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)

กองทุนประเภทนี้มีนโยบายที่ลงทุนในสินทรัพย์หรือตราสารประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากประจำ หรือตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือต่ำกว่า 1 ปี จึงทำให้กองทุนรวมประเภทนี้มีสภาพคล่องสูง ใกล้เคียงกับการฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งโดยทั่วไปสามารถซื้อขายได้ด้วยระยะเวลา T+1 หรือยกตัวอย่างง่ายๆ คือ หากเราขายหน่วยลงทุนในวันนี้ วันทำการถัดไปเงินจากการขายนั้นก็จะโอนเข้าบัญชีให้ทันที

ดังนั้นกองทุนรวมตลาดเงินจึงเหมาะสำหรับการเป็นแหล่งพักเงินชั่วคราว หรือพักเงินระยะสั้นระหว่างที่รอนำไปลงทุน หรือสำหรับคนที่เตรียมเงินก้อนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน เพราะกองทุนนี้โดยทั่วไปผลตอบแทนจะเป็นบวกเสมอและอยู่ในระดับที่ดีกว่าเงินฝากเล็กน้อย

 

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund)

กองทุนรวมตราสารหนี้จะมีระดับความเสี่ยงขยับเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย โดยจะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เอกชน หรือที่เรียกว่าหุ้นกู้ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ รวมถึงยังลงทุนในตราสารอื่นๆ ด้วย เช่น เงินฝากประจำ ตั๋วเงินฝาก (B/E) ซึ่งที่ผ่านมากองทุนตราสารหนี้ที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุนแน่นอนและประมาณการผลตอบแทนเบื้องต้นได้ค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนค่อนข้างมาก ในแง่ของผลตอบแทนก็เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ดังนั้นกองทุนประเภทนี้จึงเหมาะสำหรือคนที่มีเป้าหมายต้องการปกป้องเงินต้นมากกว่าที่จะเป็นการสร้างผลตอบแทนให้งอกเงย

ทั้งนี้ปัจจุบันมีกองทุนตราสารหนี้บางกองทุนที่เสนอทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทที่เรียกว่า High Yield Bond ซึ่งแม้จะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากเป็นตราสารที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต หรือถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม Under Investment Grade อย่างไรก็ตามเพื่อคัดกรองกลุ่มผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ก็ได้มีการกำหนดให้คนที่ลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะต้องเป็น AI หรือ Accredited Investor มีสินทรัพย์หรือเงินลงทุนตามที่กำหนด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนตราสารประเภทนี้ และต้องลงทุนด้วยเงินขั้นต่ำ 5 แสนบาทขึ้นไป

 

  • กองทุนผสม (Mixed Fund / Flexible Fund)

สำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง กองทุนผสมสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกองทุนประเภทนี้จะมีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนหรือหุ้น พอได้ยินว่าลงทุนหุ้น หลายคนอาจคิดไปไกลว่ามันน่ากลัว แต่ความจริงแล้วด้วยความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์ความสามารถของผู้จัดการกองทุนซึ่งจะเป็นคนบริหารจัดการพอร์ตก็วางใจได้ว่าเขาจะลงทุนได้อย่างเหมาะสมทั้งในแง่ของการสร้างผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามกองทุนผสมเหล่านี้มักจะมีการกำหนดนโยบายไว้ค่อนข้างชัดเจน เช่น บางกองทุนจะกำหนดสัดส่วนลงทุนหุ้นไว้ในกรอบ 20 – 30% นอกจากนี้ยังมีกองทุนผสมประเภทที่จัดพอร์ตให้สมดุลตามช่วงอายุของผู้ลงทุนที่เหมาะจะลงทุนในกองทุนนั้นๆ ทำให้เราไม่ต้องมาเสียเวลาปรับพอร์ตการลงทุนด้วยตนเอง โดยหลักการทั่วไปคือ เมื่อเรามีอายุมากขึ้น รับความเสี่ยงในการลงทุนได้น้อยลง ผู้จัดการกองทุนก็จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลงนั่นเอง

 

  • กองทุนตราสารทุน หรือ กองทุนหุ้น (Equity Fund)

กองทุนหุ้นโดยทั่วไปแล้วจะมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันกองทุนประเภทนี้ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี เนื่องจากมีการกำหนดให้ลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% ส่วนที่เหลืออีก 35% สามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนก็มักจะลงทุนในหุ้นเกือบทั้งหมด จะเหลือเป็นเงินสดสภาพคล่องไว้บางส่วน เพื่อสำรองไว้ในกรณีที่มีการไถ่ถอนหน่วยลงทุน

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในแต่ละกองทุนก็จะมีแนวทางการลงทุนหรือสไตล์หุ้นที่แตกต่างกันไป เช่น บางกองทุนเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่ม SET50 บางกองทุนเน้นหุ้นที่จ่ายปันผลสูง หรือบางกองทุนก็จะลงทุนหุ้นที่เน้นการเติบโตของกำไรสูง หรือที่เรียกว่า Growth Stock รวมไปถึงกองทุนที่ลงทุนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน แต่สิ่งที่ทุกกองทุนมีเหมือนกันคือ การกระจายความเสี่ยง โดยจะไม่ลงทุนหุ้นกระจุกเพียงตัวใดตัวหนึ่ง และส่วนใหญ่ก็จะมีหุ้นในพอร์ตเฉลี่ยประมาณ 20-40 หุ้น

กองทุนหุ้นจึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว คือ สามารถลงทุนได้ตั้งแต่ประมาณ 3 ปีขึ้นไป เนื่องจากการลงทุนในหุ้นมีความผันผวนจึงต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนให้เห็นผลชัดเจน และถ้าสามารถอดทนถือครองได้ในระยะยาวก็พบว่า การลงทุนในหุ้นไทยมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10 – 15% ต่อปี

 

  • กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF)

กองทุนประเภทนี้เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้กระจายการลงทุนและกระจายความเสี่ยงไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในตลาดหุ้นไทย อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการสร้างผลตอบแทนจากหุ้นบางกลุ่มที่อาจจะไม่มีในตลาดหุ้นไทยอีกด้วย โดยปัจจุบันมีการนำเสนอทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกา หุ้นญี่ปุ่น หุ้นยุโรป หุ้นจีน และอีกหลายๆ ภูมิภาค รวมไปถึงกองทุนในหุ้นที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ (Healthcare) กองทุนหุ้นที่ลงทุนในอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก (World Financial Services) เป็นต้น

 

กองทุนที่กล่าวมาทั้ง 5 ประเภทนี้ถือเป็นกองทุนพื้นฐานทั่วไปซึ่งเหมาะสำหรับผู้ลงทุนทุกคน รวมถึงคนที่กำลังเริ่มต้นลงทุน และยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก โดยเราสามารถกระจายลงทุนได้ในกองทุนหลากหลายประเภทเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุน และเหมาะกับความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้

 

Back to Rethink

About the author