สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งหลายคนอาจจะยังกังวลว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่

รวมถึงบางคนที่ยังไม่ทราบว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไร วันนี้จึงอยากจะแนะนำเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้การยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินผ่านการอนุมัติได้ไม่ยาก

  • หลักฐานทางการเงินชัดเจน

  เนื่องจากหลักฐานทางการเงินของเราเป็นปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาให้สินเชื่อหรือเงินกู้ยืม ดังนั้นทางสถาบันการเงินจึงต้องตรวจสอบที่มาของแหล่งรายได้ โดยหากเป็นมนุษย์เงินเดือนประเด็นนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะสามารถใช้ “สลิปเงินเดือน” หรือ “หนังสือรับรองการทำงาน” จากทางบริษัทต้นสังกัดเพื่อใช้ยืนยันความชัดเจนของแหล่งรายได้

  อีกทั้งยังสามารถใช้หลักฐานทางการเงินที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “สมุดบัญชีเงินฝาก (Book Bank)” ในการประกอบการขอสินเชื่อได้ด้วย โดยจะเป็นการพิจารณาข้อมูลย้อนหลังประมาณ 6 เดือน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนจะค่อนข้างได้เปรียบในแง่ของความสม่ำเสมอของรายได้ที่มีเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมนำสมุดบัญชีไป update อยู่เสมอด้วย แต่อย่างไรก็ตามบางธนาคารก็อาจขอเอกสารเพิ่มเป็น “Statement” ที่ออกให้โดยธนาคารระยะเวลาย้อนหลังประมาณ 6 เดือน

ฝั่งคนที่มีอาชีพอิสระหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว รายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนอาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง หรือมีรายได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ แนะนำว่าหากมีรายได้เข้ามาแต่ละครั้งควรจะนำเงินทั้งจำนวนที่ได้รับฝากเข้าบัญชีก่อนนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่น เรียกง่ายๆ ว่าเป็น “การเดินบัญชี” เพื่อให้มีหลักฐานทางการเงินที่แสดงถึงรายได้ของเราที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

  • รายได้เพียงพอตามข้อกำหนด

  ในการยื่นขอสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน แต่บัตรผ่อนสินค้าบางประเภทอาจจะกำหนดรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 10,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ถ้ารายได้ประจำไม่ถึงตามเกณฑ์เราสามารถใช้รายได้เสริมหรือรายได้อื่นๆ เข้ามารวม เช่น รายได้จากการทำงานล่วงเวลา (OT) รายได้จากอาชีพเสริม เป็นต้น เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

  • เครดิตดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

  สิ่งหนึ่งที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาการอนุมัติให้สินเชื่อคือ “ความน่าเชื่อถือ” หรือ เครดิต ซึ่งเป็นประวัติการใช้บริการสินเชื่อของเราก่อนหน้านี้ ทั้งความมีวินัยในการผ่อนชำระหรือประวัติการจ่าย โดยอาศัยการเช็คข้อมูลจากเครดิตบูโร หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ดังนั้นการชำระค่างวดตรงเวลาและไม่ผิดนัดชำระหนี้จึงเป็นการสร้างประวัติข้อมูลเครดิตที่ดีให้กับตัวเราเอง อย่างไรก็ตามปัจจุบันสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากหลายสถาบันการเงินที่มีบริการตรวจสอบข้อมูลเครดิต หรือหากต้องการข้อมูลก็สามารถเข้าไปดูขั้นตอนได้ที่ www.ncb.co.th

นอกจากข้อมูลเครดิตแล้วประเด็นความน่าเชื่อถือยังรวมไปถึงเรื่องการมีอาชีพการงานที่มีรายได้มั่นคงหรือสม่ำเสมอ การมีบุคคลอ้างอิงหรือค้ำประกัน หลักแหล่งของที่อยู่อาศัย และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ขอสินเชื่อ

  • ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้

  รายได้และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเราจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถในการผ่อนชำระ โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาว่าเรามีหนี้สินอื่นที่มีภาระในการผ่อนชำระมากน้อยเพียงใด หรือหนี้เก่าเมื่อรวมกับหนี้ที่เรากำลังจะก่อขึ้นใหม่นี้จะทำให้เกินกำลังความสามารถในการผ่อนชำระของเราหรือไม่

  ยกตัวอย่างกรณี นายมั่งมี ซึ่งมีหนี้สินจากการผ่อนบ้านและหนี้บัตรเครดิตรวมกันแล้วประมาณ 50% ของรายได้ต่อเดือน การขอสินเชื่อใหม่ก็จะได้รับการอนุมัติค่อนข้างยาก เนื่องจากมีภาระมากอยู่แล้ว ต่างจากคนที่ไม่มีภาระหนี้สินหรือมีภาระหนี้รวมทั้งหมดแล้วประมาณไม่เกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน โอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อก็จะมีมากกว่า

  ดังนั้นคนที่มีหนี้เก่าอยู่ควรพยายามปิดยอดหนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยสูงๆ ก่อนเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการขอสินเชื่ออื่นที่เรามีความจำเป็นต้องใช้ อย่างในกรณีของนายมั่งมี หากสามารถปิดหนี้บัตรเครดิตได้ก็อาจจะทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระมีมากขึ้นและเป็นโอกาสให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อใหม่เพิ่มได้

จากเคล็ดลับทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องรู้จักใส่ใจในเรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ซึ่งทำให้ในยามที่เรามีความจำเป็นต้องกู้ยืมหรือต้องขอสินเชื่อก็จะมีความพร้อมและมีโอกาสได้รับการพิจารณาอนุมัติได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของเอกสารอื่นๆ ที่เราจะต้องนำไปใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อด้วย เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือถ้าหากประกอบธุรกิจส่วนตัวก็ต้องนำสำเนาทะเบียนการค้าหรือสำเนาการจะทะเบียนบริษัท รวมถึงหลักฐานแสดงการเสียภาษีนำไปยื่นด้วย

 

Back to Rethink

About the author