สำหรับคนที่กำลังมีภาระในการผ่อนบ้านคงจะทราบดีว่า ศัตรูตัวฉกาจในการปิดบัญชีหนี้ก้อนนี้ของเราคือ ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นถ้าสามารถผ่อนชำระหนี้ให้หมดได้เร็วภาระของเราก็จะไม่พอกพูนบานปลาย

โดยทั่วไปการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือกู้ซื้อบ้านจะมีระยะเวลาการผ่อนชำระค่อนข้างยาวกว่าหนี้ประเภทอื่นๆ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 – 30 ปี เนื่องจากว่าสินเชื่อบ้านเป็นหนี้ที่มีวงเงินค่อนข้างมาก และในแง่ของสถาบันการเงินก็เป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งหากลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ เจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินก็ยังสามารถยึดหลักทรัพย์ ในที่นี้คือ บ้าน เพื่อนำมาขายทอดตลาดต่อได้ ดังนั้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจึงเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระได้ยาวนานเป็นพิเศษ

แต่การที่ปล่อยให้สามารถผ่อนชำระได้นานแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะบางครั้งการที่ผ่อนนานเกินไปก็อาจจะทำให้ราคาบ้านแพงกว่าที่เราคาดไว้มาก เช่น หากคุณต้องการจะซื้อบ้านหลังหนึ่งที่มีราคา 3,000,000 บาท จึงไปขอกู้ซื้อบ้านกับสถาบันการเงิน ซึ่งก็ได้รับสินเชื่อที่สามารถผ่อนชำระบ้านหลังนี้ได้เป็นเวลา 20 ปี ในอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปี ปรากฏว่าเมื่อรวมเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดที่จะต้องจ่ายตลอด 20 ปี ราคาบ้านจะอยู่ที่เกือบ 4,800,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาประมาณ 1,700,000 บาท เห็นตัวเลขแล้วหลายคนอาจจะหน้ามืดเลยทีเดียว

  เมื่อเป็นเช่นนี้การปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แล้วรอแต่จะผ่อนตามกำหนดระยะเวลา 20 ปี คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีกับสุขภาพทางการเงินของเราเท่าไร ดังนั้นเราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ในการผ่อนชำระหนี้บ้านให้หมดเร็วขึ้นมาฝากสำหรับคนที่ต้องการมีอิสรภาพจากการเป็นหนี้ในเร็ววัน

  • เพิ่มเงินค่างวดผ่อนชำระ

  การเพิ่มเงินค่างวดในการผ่อนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้สามารถชำระหนี้หมดได้เร็วขึ้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาว่า เงินส่วนที่นำมาจ่ายเพิ่มนี้ก็จะกระทบกับรายได้ของเรา แต่ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าบางครั้งเราก็ต้องรู้จักอดทนและประหยัดรายจ่าย โดยอาจจะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางอย่างเพื่อนำมาผ่อนชำระเพิ่ม

  ยกตัวอย่างการเพิ่มเงินผ่อนชำระแล้วทำให้เราปลดหนี้ได้เร็วขึ้น สมมติว่าเรากู้เงินซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นเวลา 20 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปี ค่างวดที่เราผ่อนชำระก็จะอยู่ที่ประมาณ 21,500 บาทต่อเดือน

หากเราเพิ่มเงินค่างวดในการผ่อนชำระอีกราว 10% หรือประมาณ 2,000 บาท เราจะสามารถผ่อนชำระหมดได้เร็วขึ้น 35 เดือน หรือประมาณ 3 ปี เหลือระยะเวลาการผ่อนชำระ 17 ปี บางคนมองว่าระยะเวลาไม่ได้ลดลงมากนัก แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของตัวเงินที่เราสามารถประหยัดได้จะพบว่า เราสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ถึงกว่า 365,000 บาท ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

  • แข็งใจโปะเงินก้อน

  สำหรับคนที่มีรายได้อื่นๆ หรือรายได้พิเศษนอกเหนือจากรายได้ประจำ เช่น เงินโบนัส เงินรางวัล หรือเบี้ยขยันประจำปีจากบริษัท คุณสามารถเลือกที่จะนำมาโปะหรือจ่ายเป็นเงินก้อนได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถประหยัดดอกเบี้ยไปได้มาก แม้ว่าวิธีนี้อาจจะยากสำหรับคนที่คิดว่า เมื่อเราทุ่มเททำงานอย่างหนักก็ควรจะได้รับรางวัลเพื่อนำไปใช้จ่ายตามใจชอบอย่างที่ต้องการ แต่อยากให้มองว่า หากคุณหมดภาระหนี้เร็วเท่าไร เงินที่เหลือหลังจากนั้นที่คุณสามารถหามาได้ก็สามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ยึดตามสุภาษิตไทยที่ว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” น่าจะดีกว่า

  • เปลี่ยนเจ้าหนี้รีไฟแนนซ์

  วิธีนี้จะทำให้เราได้รับอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง หรืออาจจะให้เงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม เช่น ค่างวดในการผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะเปรียบเทียบความคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าประเมินหลักประกัน ค่าจดจำนอง เป็นต้น

  นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าปรับที่ต้องจ่ายกรณีที่ขอยุติการกู้ก่อนเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งเงื่อนไขของสถาบันการเงินโดยทั่วไปสามารถรีไฟแนนซ์ได้โดยไม่เสียค่าปรับถ้าผ่อนชำระไปแล้วอย่างน้อย 3 ปีตั้งแต่วันที่เริ่มกู้ ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพิจารณาเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาอย่างละเอียดก่อนที่จะขอรีไฟแนนซ์

เมื่อเข้าใจเคล็ดลับทั้ง 3 ข้อที่แนะนำมาแล้ว ก็สามารถเลือกนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกเสมอไม่ว่าจะเพิ่มเงินผ่อนชำระค่างวดหรือโปะเงินก้อน จะต้องเป็นวิธีที่ไม่กระทบรายได้ของเรามากจนทำให้เกิดความขัดสน หรือขาดสภาพคล่องในการใช้จ่าย เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นว่าเราจำเป็นต้องไปก่อหนี้เพิ่มในส่วนอื่นๆ ทั้งสินเชื่อเงินสด บัตรเครดิต ซึ่งดอกเบี้ยแพงกว่าดอกเบี้ยบ้านหลายเท่าตัว

 

Back to Rethink

About the author