การออมเงินอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจและสำคัญไม่แพ้การฝากเงิน คือ “การทำประกันชีวิต” ซึ่งจะมีการกำหนดวงเงินที่ต้องการความคุ้มครองและสิ่งที่ต้องการคุ้มครองโดยทางบริษัทประกันจะกำหนด “เบี้ยประกัน” ที่จะต้องจ่ายมาให้เรา

 

สำหรับเบี้ยประกันจะมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินหรือวงเงินที่ต้องการความคุ้มครอง สิ่งที่ต้องการคุ้มครอง ผลประโยชน์ด้านอื่นๆ และอายุของผู้ทำระกัน หลังจากนั้นเมื่อมีการกำหนดเบี้ยประกันมาแล้วก็ต้องจ่ายเบี้ยเป็นรายงวด เพื่อให้บริษัทประกันรับผิดชอบตากรมธรรม์หรือตามสัญญาที่กำหนดไว้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล การจ่ายค่าชดเชยเมื่อเสียชีวิตตามเงื่อนไข

อาจจะมีข้อสงสัยว่าเมื่อจ่ายเบี้ยประกันไปแล้วจะช่วยการออมได้อย่างไร

การที่เป็นตัวช่วยในการออมเกิดจาก “การประกันเงินออมของเราในยามฉุกเฉิน” เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดการเจ็บป่วย ถ้าไม่มีการทำประกันไว้ล่วงหน้า เงินที่จะนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ก็จะต้องเป็นเงินที่เราเก็บออม แต่ถ้าหากเรามีการป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพ บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ตามเงื่อนไขหรือตามความคุ้มครอง ซึ่งทำให้เงินออมของเราไม่ได้รับผลกระทบหรือเกิดการผิดแผน

สำหรับคนที่เป็นข้าราชการหรือมีประกันสังคมอาจจะมองว่าไม่จำเป็นต้องทำประกัน เพราะตนเองมีสวัสดิการหรือสามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้อยู่แล้วต้องกลับมาทบทวนดูว่าสวัสดิการและสิทธิเหล่านั้นมีความครอบคลุมหรือเพียงพอแล้วหรือไม่ ถ้ามองว่ายังไม่เพียงพอก็อาจจะซื้อประกันเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะของตัวเรา เช่น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีพ่อแม่ที่เราต้องดูแลยามท่านแก่ชราหากเราจากไปก่อนวัยอันควรหรือประสบปัญหาที่กระทบกับรายได้ครอบครัวจะได้มีแหล่งรายได้รองรับ หรือถ้าเป็นคนที่มีครอบครัวก็ต้องคำนึงถึงสามีภรรยาและบุตรหลานที่ต้องดูแล

ดังนั้นนอกเหนือจากจะช่วยคุ้มครองเงินออมของเราแล้ว ประกันชีวิตยังสามารถตกทอดเป็นมรดกให้กับคนที่เรารักได้อีกด้วย ทั้งนี้ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะนิยมทำประกันเพื่อคุ้มครองตนเองจากความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ไม่เพียงแค่ประกันชีวิตแต่อาจรวมไปถึงการทำประกันบ้าน ประกันทรัพย์สินต่างๆ ที่อาจเกิดการสูญเสีย เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงของตนเองและครอบครัวในอนาคต

ประกันชีวิตประกันเงินออม

·        ไม่กระทบเงินออมในยามฉุกเฉิน หรือไม่ต้องใช้เงินตัวเองทั้งหมด

·        รักษาเป้าหมายของการออมเงินไว้ได้

·        ไม่เป็นภาระแก่คนรอบข้างและสามารถให้เป็นมรดกได้

นอกจากจะช่วยป้องกันเงินออมแล้ว ผู้ทำประกันชีวิตยังสามารถเลือกออมเงินไปพร้อมกับการประกันชีวิตได้ด้วย ซึ่งการประกันชีวิตที่ผสมกับการออมทรัพย์เพื่ออนาคตอีก 15-20 ปีข้างหน้า เป็นกรมธรรม์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย และเป็นอีกช่องทางในการออม รวมถึงการหารายได้เพิ่มจากเงินออมด้วย

หากเราต้องการแบบประกันที่มีสัดส่วนการออมหรือสะสมทรัพย์เพิ่มขึ้น เบี้ยประกันก็อาจจะสูงขึ้นตามลำดับ การตัดสินใจเลือกจึงขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันว่าให้ความสำคัญกับส่วนใดมากกว่ากัน

ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีภาระต้องเลี้ยงดูลูก สามีภรรยา หรือพ่อแม่ อาจจะเลือกพิจารณาวงเงินเอาประกันที่สูง เพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนในครอบครัว และต่อมาถ้าเรามีรายได้เพิ่มมากขึ้นก็จึงค่อยๆ เพิ่มในส่วนของการสะสมทรัพย์มากขึ้น

ในแง่ของการรับเงินสะสมคืนก็สามารถทำได้ทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการจ่ายคืนในระหว่างที่ยังส่งเบี้ยประกันอยู่ เช่น จ่ายคืนรายปี จ่ายคืนราย 3 ปี หรือ 5 ปี และสามารถใช้ในการวางแผนเกษียณอายุของเราได้ด้วยการรับเงินคืนเป็นบำนาญซึ่งจะทยอยจ่ายเป็นรายปีจนกว่าผู้เอาประกันจะเสียชีวิต

ดังนั้นข้อดีของการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์คือ เป็นการบังคับออมที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน และเป็นการออมเงินที่มีเป้าหมายเพื่อใช้ในอนาคตชัดเจน และมอบหน้าที่ในการบริการเงินออมให้กับบริษัทประกัน

นอกจากนี้ยังเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่มองว่าการทำประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยไปแล้วไม่ได้รับเงินคืนให้ตัดสินใจทำประกันได้ง่ายขึ้น เพราะถ้ามีส่วนของการออมจะได้เงินคืนในอนาคต อย่างไรก็ตามการตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ต้องเข้าใจว่าผลตอบแทนจะค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ ดังนั้นการตัดสินใจต้องเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยหรือความเหมาะสมของตัวเราเองให้ดี

 

Back to Rethink

About the author